"เครื่องตรวจหานมบูด" สิ่งประดิษฐ์ดีปี 53 ตรวจได้ไม่ต้องเปิดกล่อง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กุมภาพันธ์ 2553 00:17 น.

ดร.ณัฐดนัย ตัณฑวิรุฬห์ สาธิตการใช้งานเครื่องตรวจสอบความผิดปกติของนม ยู.เอช.ที. โดยไม่ต้องเปิดกล่อง

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
เพียงแค่วางกล่องนมไว้บนหัววัดการสั่นสะเทือน ก็สามารถคัดแยกนมเสียออกจากนมดีได้โดยไม่ต้องทำลายกล่อง

"เครื่องตรวจสอบความผิดปกติของนม ยู.เอช.ที. แบบไม่ทำลายกล่อง" ฝีมือนักวิจัยไทย ประสิทธิภาพเทียบเท่าเครื่องมือนำเข้า

นมกล่อง ยู.เอช.ที ก็มีโอกาสปนเปื้อนจุลินทรีย์จนเน่าเสียก่อนกำหนดได้เหมือนกัน แต่ครั้นจะให้ผู้ผลิตเปิดทุกกล่อง เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำนมในกล่องก่อนวางตลาดก็ไม่ได้ เป็นโจทย์ให้นักวิจัยกำแพงแสนคิดค้นเครื่องตรวจหาความผิดปกติของนม ยู.เอช.ที. โดยไม่ต้องเปิดกล่อง ช่วยลดความสูญเสียในภาคอุตสาหกรรมนม ให้ผลแม่นยำเทียบเท่าเครื่องนำเข้า แต่ราคาถูกกว่าหลายเท่า
       

       "เครื่องตรวจสอบความผิดปกติของนม ยู.เอช.ที. หรือผลิตภัณฑ์อาหารเหลวบรรจุกล่องโดยไม่ทำลายแบบรายงานผลตรง" พัฒนาขึ้นโดย ผศ.ดร.สุวรรณ หอมหวล และคณะ จากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เพื่อแก้ปัญหาการตรวจสอบคุณภาพนม ยู.เอช.ที. หลังบรรจุกล่อง และทดแทนการนำเข้าเครื่องมือชนิดเดียวกันจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูงมาก
       
       ดร.ณัฐดนัย ตัณฑวิรุฬห์ หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า การผลิตนมกล่อง ยู.เอช.ที. จะใช้ความร้อนสูงเพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค และบรรจุน้ำนมลงในกล่องด้วยกระบวนการที่ปลอดเชื้อ ทำให้เก็บรักษาไว้ได้นานหลายเดือน โดยหลังจากบรรจุนมลงกล่องแล้ว จะมีการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำนมในกล่องอีกทีหนึ่งทุกๆ 10-20 นาที โดยนำมาเพาะเชื้อ ก่อนนำออกจำหน่าย
       
       แม้จะมีการควบคุมและระมัดระวังอย่างดีแล้ว แต่ก็มีโอกาสผิดพลาดและทำให้เชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนในน้ำนมเกินกว่ามาตรฐานได้ เช่น พนักงานผู้ผลิต, เครื่องจักร หรือกล่องบรรจุไม่สะอาดเพียงพอ และเมื่อสุ่มตรวจพบว่านมกล่องไหนมีเชื้อจุลินทรีย์เกิดมาตรฐาน นมที่ผลิตในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็จะไม่สามารถปล่อยออกสู่ตลาดได้ ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นนมคุณภาพดีอยู่ แต่ผู้ผลิตไม่สามารถเปิดทุกกล่องเพื่อคัดแยกนมดีและนมเสียออกจากกันได้ จึงเกิดความสูญเสียอย่างมาก
       
       "ปัจจุบันอุตสาหกรรมนม ยู.เอช.ที. ขนาดใหญ่ มักใช้เครื่องตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์นมยูเอชทีที่เรียกว่า อิเล็กเทสเตอร์ (Electester) ช่วยในการตรวจสอบและคัดแยกนมดีออกจากนมเสียโดยไม่ต้องเปิดกล่อง ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และมีราคาสูงถึงเครื่องละประมาณ 3 ล้านบาท" ดร.ณัฐดนัย เผย
       
       ทีมวิจัยอาศัยหลักการคล้ายกับเครื่องอิเล็กเทสเตอร์ พัฒนาโปรแกรมและเครื่องมือตรวจสอบความผิดปกติของนม ยู.เอช.ที. โดยวัดการสั่นสะเทือนของของเหลวภายในกล่อง โดยไม่ต้องเปิดกล่อง และมีความแม่นยำ 100% เช่นเดียวกับเครื่องมือนำเข้า แต่ผลิตจากวัสดุที่หาได้ในประเทศ และมีราคาเพียงเครื่องละ 400,000 บาท เท่านั้น สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมนม ยู.เอช.ที. ในประเทศไทย เพื่อลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์นมหลังบรรจุกล่อง และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค
       
       "โดยทั่วไปนม ยู.เอช.ที ที่เสียเนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์มักมีลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนแปลงไป เช่น ข้นมากขึ้น จับตัวเป็นก้อน หรือแยกตกตะกอนชัดเจน ทำให้มีความหนืดและการไหลของเหลวแตกต่างไปจากนมที่มีคุณภาพดีอยู่ ซึ่งสามารถตรวจสอบความผิดปกตินี้ได้โดยการสั่นหรือเขย่า นมดีและนมเสียจะตอบสนองต่อการสั่นต่างกัน เมื่อประมวลสัญญาณการสั่นออกมาจะให้ค่าแตกต่างกันชัดเจน ทำให้แยกนมดีออกจากนมเสียหรือนมที่มีแนวโน้มจะเสียได้" ดร.ณัฐดนัย อธิบายแก่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์
       
       ทั้งนี้ ทีมวิจัยเริ่มพัฒนาเครื่องตรวจสอบความผิดปกติของนม ยู.เอช.ที. โดยไม่เปิดกล่อง ตั้งแต่ปี 43 และเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 50 โดยได้ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว โดยประสิทธิภาพของเครื่องสามารถตรวจวิเคราะห์ได้ 700-1,200 กล่องต่อชั่วโมง หรือราว 3-4 วินาทีต่อกล่อง ซึ่งช้ากว่าเครื่องมือของต่างประเทศเล็กน้อย และสามารถประยุกต์ใช้กับอาหารเหลวชนิดอื่นที่บรรจุกล่องขนาดต่างๆ ได้ด้วย
       
       ปัจจุบันทีมวิจัยได้ผลิตเครื่องมือดังกล่าวให้กับโรงงานผลิตนมขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จำนวน 2 เครื่อง และ โรงงานผลิตนมของบริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลล์ จำกัด จำนวน 2 เครื่อง และอยู่ระหว่างการทดสอบการใช้งานตรวจสอบคุณภาพน้ำนมถั่วเหลืองบรรจุกล่องร่วมกับเอกชนผู้ผลิตน้ำนมถั่วเหลืองบรรจุกล่อง

Pic_64482

 

เกาหลีพัฒนาหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ หวังนำมาเล่นละครดึงดูดนักท่องเที่ยว พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ และเกาหลี รวมถึงแสดงอารมณ์ทางสีหน้าได้หลายแบบ...

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ว่า สถาบันเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกาหลี หรือ (KITECH) พัฒนาหุ่นยนต์นักแสดงเสมือนมนุษย์ (Android Robot)  ชื่อ EveR-3 หรือ Eve Robot 3 เพื่อเล่นละครหุ่นยนต์ดึงดูดนักท่องเที่ยง

หุ่นยนต์ EveR-3 สูงราว 157 เซนติเมตร สามารถพูดได้ทั้งภาษาเกาหลี และอังกฤษ รวมถึงสามารถแสดงอารมณ์ผ่านทางสีหน้าได้ถึง 16 แบบ ทั้งนี้ งานแสดงที่หุ่นยนต์สาวได้โชว์ความสามารถแล้วคือ ละครเพลงเรื่อง Robot Princess and the Seven Dwarfs (เจ้าหญิงหุ่นยนต์ กับคนแคระทั้ง 7)


ข่าวจาก :  ไทยรัฐ
วันที่ : 13 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 13:30 น.

สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ถุงมือซีพีอาร์



CPR Glove ถุงมือซีพีอาร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ที่จะปฏิวัติการกู้ชีพผู้หยุดหายใจ ซึ่งขบวนการทำ CPR ที่ถูกต้องนั้นมีเทคนิค และแต่ละวินาที นั้นหมายถึงชีวิต หรือ ตาย ซึ่งถุงมือซีพีอาร์ นั้นจะช่วยลดความผิดพลาด และเพิ่มโอกาสในความประสบณ์ความสำเร็จในการกู้ชีพ ให้มากขึ้น

รายละเอียด เกี่ยวกับ ถุงมือซีพีอาร์

  • ถุงมือกู้ชีพผู้ป่วยหยุดหายใจ ได้ประดิษฐ์โดย นักศึกษาวิศวกรรมกายภาพ 2 คนที่ชื่อว่า Corey Centen และ Nilesh Patel จากมหาวิทยลัย O'Canada's McMaster University
  • ถุงมือนี้ได้รับจัดอันดับจากนิตยสาร ไทมส์ ได้ยกย่องว่าถุงมือนี้เป็น สิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดใน หมวดสุขภาพในปี 2007
  • ถุงมือนี้ประกอบไปด้วยวงจรไฟฟ้า และเซ็นเซอร์( Sensor ) ที่จะช่วยให้ผู้ทำ CPR ทราบอัตราการปั๊มหัวใจ ความหนักเบาในการปั๊มหัวใจ และมีสัญญาณเตือนเมื่อถึงจังหวะที่ต้องทำ mouth-to-mouth

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากเกาะอังกฤษประดิษฐ์พลาสติกที่สามารถเก็บกักและปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ ซึ่งอาจทำให้ถ่านทรงกระบอกที่เรารู้จักกันดีถูกเลิกใช้ไปในที่สุด

เทคโนโลยีพลาสติกไฟฟ้านี้สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย และหากนำไปใช้กับโทรศัพท์มือถือหรือ iPod จะช่วยให้อุปกรณ์เหล่านี้สามารถใช้งานได้นานเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้แผ่นพลาสติกที่บางใกล้เคียงกับบัตรเครดิตนี้ ยังสามารถใส่ไว้ในเสื้อเพื่อชาร์จพลังงานขณะเดินและนำมาใช้ผลิตความร้อนภายในเสื้อได้อีกต่างหาก

ดร. เอมิล กรีนฮาลก์ จาก อิมพีเรียล คอลเลจ บอกว่า พลาสติกนี้จริงๆแล้วไม่ใช่แบตเตอรี่ แต่เป็นอุปกรณ์เก็บสะสมไฟที่มีประสิทธิภาพสูงมาก โดยตัวต้นแบบที่ทำการทดลองนั้นมีขนาดราว 5 นิ้ว และบางพอๆกับแผ่นเวเฟอร์ ใช้เวลา 5 วินาทีในการชาร์จประจุไฟฟ้า สามารถนำไปเปิดโทรทัศน์ LED ได้ 20 นาที

ดร.เอมิล กล่าวว่า การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ชิ้นยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กและบางที่สุด เพื่อความสะดวกในการใช้งาน

 

ภาพจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศของนาซ่าเผย ดาวพลูโตสีแดงขึ้น 20 %

แต่ไม่แดงเท่าดาวอังคาร อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของการ

เปลี่ยนแปลงดังกล่าว...


 

สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันที่ 4 ก.พ. ว่า ภาพจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ

ฮับเบิลขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐฯ (นาซ่า)

แสดงให้เห็นดาว พลูโตหรือดาวอับแสง ที่นักดาราศาสตร์ระดับโลกลงมติ

ให้หลุดจากฐานะดาวนพเคราะห์ดวงสุดท้ายที่ 9 เมื่อปี 2549 พบว่ามีการ

เปลี่ยนแปลงของสีที่แดงขึ้นราว 20 % แต่ไม่แดงเท่าดาวอังคาร อีกทั้งแผ่น

น้ำแข็งที่เกาะตัวกันด้วยก๊าซไนโตรเจนก็ขยับขยายขนาด


 

 นอกจากนี้ยังมีแรงสั่นสะเทือน และสว่างทางทิศเหนือ และมืดทางทิศใต้ ถือ

เป็นการเปลี่ยนสภาพตัวเองมากกว่าดาวนพเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาล

และไม่น่าเกิดขึ้นในรอบ 120 ปีที่ผ่านมา สำหรับช่วงฤดูนี้ของดาวพลูโต

เพราะตั้งแต่ปี 2497-2543 ภาพดาวพลูโตไม่เคยเปลี่ยนสีซึ่งปกติจะออกสี

เหลืองอมส้ม แต่นับจากนั้นก็เร่ิมสีเพี้ยนอย่างไม่ทราบสาเหตุ.

edit @ 7 Feb 2010 23:56:49 by Emergency

บุกงาน"CES 2010" นวัตกรรม"ไอที"รับปีใหม่
   มหกรรมงานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ "CES 2010" ในนครลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เพิ่งปิดฉากผ่านพ้นไปสดๆ ร้อนๆ
   ตามธรรมเนียมของทุกปีภายในงานนี้บรรดาบริษัทไอทีชั้นนำจะขนต้นแบบ รวมถึงนวัตกรรมไฮเทคใหม่ล่าสุดมาอวดศักยภาพให้ชาวโลกได้ยลโฉมก่อนใครเพื่อน ซึ่งเทคโนโลยีเด่นในมหกรรม CES ประจำปี ค.ศ.2010 หรือพ.ศ.2553 ที่โดดเด่นเตะตาผู้เข้าชมและผู้สื่อข่าวสายไอทีมากที่สุด มีดังนี้!

 
   1.สเลต พีซี (Slate PC) โน้ตบุ๊กขนาดพกพา สั่งงานผ่านจอทัชสกรีน รุ่น "สเลต พีซี" ของ บริษัทเอชพี ซึ่งทำงานภายใต้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 7 ของบริษัทไมโครซอฟท์ เป็นทั้งโน้ตบุ๊ก เครื่องมือท่องอินเตอร์เน็ต และเครื่องอ่านหนังสือดิจิตอล (อีบุ๊ก) นายสตีฟ บัลเมอร์ ผู้บริหารไมโครซอฟท์ เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของเครื่องรุ่นนี้มากถึงขนาดลงทุนเปิดแถลงข่าวและสาธิตวิธีใช้งานด้วยตัวเองในงาน CES
   2.หนังสือดิจิตอล บริษัทซัมซุงเผย โฉมเครื่องอ่านหนังสือดิจิตอล (อีบุ๊ก) รุ่น "อี 6" (E6) ขนาดกระชับมือ

   3.ดูหนัง 3 มิติ เครื่องเล่นแผ่น "บลูเรย์" แบบ 3 มิติของ ค่ายพานาโซนิก วางคู่กับแว่นชมภาพยนตร์ 3 มิติ รุ่น "แอ๊กทีฟ ชัตเตอร์ 3ดี" (Active Shutter 3D)

   4.ทีวีบางเฉียบ โทรทัศน์จอภาพบางเฉียบ รุ่น "แอลอีดี 900" (LED 900) พัฒนาโดย บริษัทซัมซุง ตัวเครื่องและจอหนาไม่ถึง 3 นิ้ว หรือหนาพอๆ กับแท่งดินสอเท่านั้น และมีระบบแสดงผลเปลี่ยนภาพ 2 มิติ ให้กลายเป็น 3 มิติ

   5.ถ่ายใต้น้ำ ชุดกล้องดิจิตอลสำหรับถ่ายภาพใต้น้ำของ บริษัทลิควิด อิมเมจ เหนือชั้นกว่ากล้องใต้น้ำอื่นๆ ตรงที่สวมติดกับศีรษะได้อย่างมั่นคงและบันทึกภาพด้วยค่าความละเอียดสูง (HD)

   6.จักรยานไฟฟ้า บริษัท ซันโย ทวีปอเมริกาเหนือ เปิดตัวจักรยาน รุ่น "เอเนลลูป" (Eneloop) คนขี่ไม่ต้องออกแรงถีบเพราะเคลื่อนที่ได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ถ้าไฟหมดก็สามารถเปลี่ยนกลับมาถีบตามปกติ เพื่อประจุไฟฟ้าใหม่ ซันโยขนานนามผลิตภัณฑ์นี้ว่า "จักรยานลูกผสม" หรือ "ซินเนอร์เจติก ไฮบริด ไบซิเคิล"

   7.เครื่องชาร์จสารพัดประโยชน์ เครื่องชาร์จไฟฟ้าพกพา รุ่น "ออล อิน วัน" ของ บริษัท เอเนอร์ไจเซอร์ ไว้ใช้สำหรับจัมพ์ หรือพ่วงสายแบตเตอรี่รถยนต์เวลาไฟหมด และยังใช้เป็นเครื่องสูบลมยาง รวมถึงประจุไฟให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กอื่นๆ

   8."จอ" งอได้ เครื่องอ่านหนังสือดิจิตอล รุ่น "สคิฟฟ์ รีดเดอร์" (Skiff Reader) ออกแบบโดย บริษัทแอลจี ดิสเพลย์ จอขาวดำดัดโค้งงอพับเก็บได้ใกล้เคียงกับสิ่งพิมพ์กระดาษทั่วๆ ไป แสดงภาพด้วยค่าความละเอียด 1,200x1,600 พิกเซล

   9."เน็ต" ทีวี ลักษณะหน้าตาโปรแกรม "คอนเน็กต์ ทีวี" (Connected TV) พัฒนาโดย บริษัทยาฮู! เจ้าของเว็บไซต์สืบค้นข้อมูลอันดับ 2 ของโลก ช่วยเชื่อมต่อโทรทัศน์เข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอย่างง่ายดาย

   10."พีซี" ถอดได้ บริษัท เลอโนโว ประเทศจีน เกาะกระแสแท็บเล็ตพีซี หรือคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก ออกผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตพีซีในตระกูลเครื่อง "ไอเดียแพด ยู 1 ไฮบริด" ติดตั้งจอทัชสกรีนขนาด 11.6 นิ้ว ซึ่งดึงออกมาจากตัวเครื่องเพื่อใช้งานโดยอิสระได้เลย ส่วนหน่วยประมวลผลใช้ของอินเทล คอร์ทูดูโอและระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 7

   11.เครื่องวัดพลังงาน เครื่องวัดระดับการสิ้นเปลืองและใช้พลังงานไฟฟ้าภายในบ้าน รุ่น "ไวร์เลส แอพพลายแอนซ์ แมเนเจอร์" คิดค้นโดย บริษัทโอเรกอน ไซน์ทิฟิก สหรัฐอเมริกา และบอกได้ด้วยว่าจุดไหนกินไฟเท่าไหร่จากสูงสุดถึงล่างสุด

   12.คอมพ์มือถือ "แดช โมบายล์" คอมพิวเตอร์มือถือของ โซนี่ ใช้ต่อเข้าเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตทุกที่ทุกเวลา ทั้งยังใช้เป็นเครื่องเล่นไฟล์มัลติมีเดียและอ่านหนังสือดิจิตอลได้ด้วย

   13.วิดีโอ 3 มิติ ในเมื่อกระแสทีวี 3 มิติมาแรงในปีนี้ บริษัทพานาโซนิก จึงผลิต "กล้องถ่ายวิดีโอระบบ 3 มิติ" ขึ้นมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้คลั่งใคล้การชมภาพ 3 มิติโดยเฉพาะ

   14.กล้องไว-ไฟ กล้องถ่ายรูปดิจิตอล DSC-G3 ของ บริษัทโซนี่ มีเลนส์ซูม 4 เท่า จอแอลซีดีสั่งงานด้วยการสัมผัส และระบบจับภาพใบหน้าคมชัดอัตโนมัติ แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่มาพร้อมกับระบบเชื่อมต่อกับโครงข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สาย หรือ "ไว-ไฟ" ในตัว ช่วยให้การอัพโหลดภาพขึ้นเว็บไซต์ทำได้รวดเร็ว ราคาราว 17,500 บาท

 

 

3เอ็มแนะนำเครื่องโปรเจคเตอร์ขนาดพกพา เล็กกว่าฝ่ามือ 3M Mobile Projection รุ่น MPro120 และ MPro150 อัดแน่นด้วยความล้ำสมัย และประสิทธิภาพในฝ่ามือคุณ

 

บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย จำกัด ขอแนะนำเครื่องโปรเจคเตอร์ขนาดพกพา รุ่น MPro120 และ รุ่น MPro150 ขนาดเล็กกว่าฝ่ามือ กระทัดรัด สะดวกต่อการพกพา ด้วยน้ำหนักเพียง 154 กรัม

มีแบตเตอรี่ที่สามารถนำเสนองานได้ยาวนานถึง 2 ชั่วโมงโดยไม่ต้องกังวลกับการชาร์จไฟ นอกจากนี้ด้วยความสว่าง กว่า 12 Lumens และ 15 Lumens ของรุ่น MPro120 และ รุ่น MPro150 จะทำให้คุณสามารถฉายภาพได้ตั้งแต่ขนาด 8 นิ้ว — 50 นิ้ว พร้อมความละเอียดภาพ VGA และด้วยระบบเสียง 0.5 วัตต์ จึงทำให้การนำเสนองานจากสัญญาณวีดีโอ, เครื่องDigital camera, IPOD, มือถือที่มีช่องสัญญาณวีดีโอและโน้ตบุ้ค มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น และด้วยคุณสมบัติสุดพิเศษของความล้ำสมัยของ รุ่นMPro150 ยัง มีช่องต่อสัญญาณ mini — USB ที่ทำให้คุณโหลดข้อมูลเข้าเครื่อง ได้โดยไม่จำเป็นต้องพกพาคอมพิวเตอร์ขณะนำเสนองาน คราวนี้ เสนองานครั้งไหนๆ ก็ไม่ต้องกังวล เมื่อพกพา 3M Mobile Projection รุ่น MPro120 และ MPro150 ติดต่อ ณ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ใกล้บ้านคุณ หรือฝ่ายบริการลูกค้าบริษัท 3เอ็มประเทศไทย จำกัด โทร 0-2260-8577 # 1302


Pic_62312

 

นางภูมิจิตร ศิระวงศ์ประเสริฐ

ปธ.ชมรมฯ เว็บโฮสติ้ง ระบุลงทุนหลายร้อยล้านบาทเพื่อซื้อเทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบ ทั้งการสนิฟเฟอร์ การจับเว็บไซต์ลามก หรือ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา...

นางภูมิจิตร ศิระวงศ์ประเสริฐ ประธานชมรมผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้ง กล่าวกรณี ภาครัฐมีแนวคิดที่จะดำเนินการดักจับข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต หรือ สนิฟเฟอร์ ว่า เรื่องนี้ทำให้คนในอินเทอร์เน็ต และผู้ที่ทำธุรกิจออนไลน์มีความความตื่นกลัว แต่หากมองในทางเทคนิค การสนิฟเฟอร์ เป็นการดักดูแพ็กเกตข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ด้วยการเอาข้อมูลมาหั่นเป็นส่วนๆ โดยส่วนที่เป็นข้อมูลที่เก็บกัน คือ หัวท้าย เมื่อถึงปลายทางข้อมูลจะมามารวมกัน หากไม่ต้องการให้คนล่วงรู้ว่าข้อมูลที่ส่งมา คือ อะไร ทำได้ด้วยการเข้ารหัส SSL ที่จะทำให้ความเร็วของอินเทอร์เน็ตช้าลง เพราะจะมีขั้นตอนการเข้า-ถอดรหัสข้อมูล

ประธานชมรมผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้ง กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตามมานั่นคือ ความเร็วของอินเทอร์เน็ตจะลดลง และ เมื่อมีการจะดักจับข้อมูลคนที่กลัว หรือ ปอดแหก ก็จะหนีไปเข้ารหัสข้อมูล หากทำกันมากๆ อินเทอร์เน็ตในประเทศจะช้าลงกว่าเดิม เรื่องนี้จึงเป็นการลงทุนที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตามการสนิฟเฟอร์สามารถทำได้ในระดับผู้ดูแลระบบไอทีขององค์กรต่างๆ เพื่อใช้งานด้านการซ่อมบำรุง และแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ภาครัฐจะทำนั้น คือ การสนิฟเฟอร์ระดับอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ ที่คนทั่วไปจะไม่รู้ว่า ดักจับข้อมูลของใคร แล้วข้อมูลต่างๆที่เก็บไป การดูแลรักษาจะปลอดภัยแค่ไหน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ระบบไอทีภาครัฐอ่อนแอมาก

นางภูมิจิตร กล่าวอีกว่า แม้แต่ข้อมูลบนบัตรประจำตัวประชาชนยังรั่วไหลได้ แล้วประชาชนจะมีหลักประกันได้หรือไม่ เมื่อสังคมตื่นตัวเรื่องสนิฟเฟอร์ คนที่รู้เรื่อง และคนทำผิด เช่นแฮกเกอร์ ย่อมทราบทางหนีทีไล่ของการหลบสนิฟเฟอร์ดี แต่ชาวบ้านที่ไม่รู้เทคนิค ไปไม่เป็น หลบไม่ได้ เขาก็ต้องไปหาศาสตร์ด้านมืด หรือ ความรู้ในทางที่ไม่ดี เพื่อมาหลบเลี่ยงการสนิฟเฟอร์ กลายเป็นว่าจากที่รัฐบาลคิดว่างานจะเบาขึ้น กลับกลายเป็นได้แฮกเกอร์มือสมัครเล่นเพิ่มอีกหลายเท่าตัว เพิ่มภาระให้เจ้าหน้าที่ซ้ำเข้าไปอีก

ประธานชมรมผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้ง กล่าวถึงกรณีที่จะมีการจัดการเว็บไซต์แบ่งปันไฟล์ ที่ปล่อยให้มีการดาวน์โหลด หรือ เว็บไซต์บิตทอเรนต์ เพื่อแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ว่า  การดำเนินการด้วยการบล็อก หรือปิดไม่เห็นด้วย ควรที่จะเลือกการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้งดีกว่า เพราะหากเขารู้ว่ามีการทำผิด เขาก็จะเลือกลบข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ เจ้าหน้าที่ภาครัฐก็จะไม่ได้ข้อมูลการกระทำผิด เขาจะหนีไปดาวน์โหลดที่อื่นอีก เชื่อการเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการเว็บโฮสติ้ง จะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะผู้ประกอบการต้องทำตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 อยู่แล้ว ดังนั้นทางที่ดีไปห่วงการโจมตีแบบ DDos Attack เซิร์ฟเวอร์หน่วยงานรัฐดีกว่า

นางภูมิจิตร กล่าวด้วยว่า เรื่องการจุดกระแสเข้มงวดของภาครัฐ เคยเกิดในสมัยที่กวาดล้างเว็บไซต์ที่โพสต์ภาพโป๊ อนาจาร ที่มีจุดสุดท้ายไม่ต่างจากการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา  คือ ทุ่มงบประมาณหลายร้อยล้านเพื่อจับเว็บไซต์ลามก สุดท้ายคนก็หนีไปเข้าพร็อกซี ใช้การแปลงไอพีของต่างประเทศ ยิ่งกวาดล้างก็ยิ่งทำให้คนควานหาเครื่องมือเพื่อหลบเลี่ยง แสดงว่าจุดเริ่มต้นก็มาจากภาครัฐ ที่บังคับให้สังคมบิดเบี้ยวแบบนี้ ส่วนที่จับมาดำเนินคดีเป็นข่าวคราวก็ไม่ใช่ตัวการใหญ่ แต่เป็นคนที่ฟอร์เวิร์ดอีเมล์ส่งต่อ ทั้งนี้เรื่องจึงไม่ได้ถูกแก้อย่างตรงจุด ทั้งนี้แทนที่จะลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ราคาหลายร้อยล้าน เรามาทำกิจกรรมกระตุ้น สร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้อินเทอร์เน็ตดีกว่า


ข่าวจาก :  ไทยรัฐ
วันที่ : 1 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 15:34 น.

สิ่งประดิษฐ์ สุดไฮเทค ตาวิเศษติดลิ้น

สิ่งประดิษฐ์ ที่จะทำให้คุณ มีตาติดอยู่ที่ลิ้น ( BrainPort )

BrainPort คือ เทคโนโลยี่ใหม่ล่าสุด ที่สามารถช่วยให้คนผู้มีปัญหาสายตาเสื่อม ให้สามารถกับมามองเห็นได้โดยผ่านทาง ลิ้น


รายละเอียดเกี่ยวกับ แว่นวิเศษ(BrainPort) ประกอบไปด้วย
  • แว่นกันแดด ที่ติดต้องกล้อง
  • แผ่นขยายสัญญาณไฟฟ้า (electrode-laden paddle) ส่วนมีไว้สำหรับอมไว้บนลิ้น
  • เครื่องคอนพิวเตอร์แบบพกพา ไว้สำหรับประมวลผลที่รับมาจากกล้อง เพื่อแปลงเป็นสัญญานไฟฟ้าไปยังแผ่น แผ่นขยายสัญญาณไฟฟ้า
แว่นวิเศษ
รูปซ้ายคือวิธีการใช้งานคืออม แผ่นขยายสัญญาณ(รูปขวา) ไว้ในปาก สัญญาณจะถูกส่งผ่านลิ้นเข้าสู่สมอง

วิธีใช้งาน

  • นำแผ่นขยายสัญญาณไฟฟ้า อมไว้บนลิ้น
  • สัญญาณไฟฟ้าจะผ่านจากทางลิ้น ไปสู่สมอง และสมองจะแปลสัญญาณเป็นภาพ โดยภาพที่มองเห็นจะมีความละเอียดมาก หรือน้อย ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดสัญญาณบนแผ่นขยายสัญญาณไฟฟ้า ( ปัจจุบันมีความละเอียด 400 , 600 จุด )
  • ผู้ใช้งาน BrainPort ครั้งแรกจะสามารถใช้งานได้โดยชำนาญ เมื่อใช้งาน BrainPort ประมาณ 10 ชั่วโมง
แว่นวิเศษ สำหรับช่วยเหลือผู้มีปัญหาทางสายตา
รูปภาพที่มองเห็นจะเห็นเป็นภาพขาว-ดำ ซ้ายสุดคือรูปต้นแบบ รูปถัดๆมาคือ ภาพที่ผู้ป่วยทางสายตาจะมองเห็นโดยความละเอียดของภาพจะ ขึ้นอยู่กับจำนวนจุดบนแผ่นขยายสัญญาณ ตัวอย่างเช่น รูปขวาสุดความละเอียด 3600 จุดภาพจะคมชัดสุด

 

วันนี้มีของเล่นใหม่ๆ สำหรับชาวไอโฟนบล็อกอินไทยมาฝากกันอีกแล้วครับ กับเครื่องบินบังคับที่ฝรั่งเรียกกันว่า Microcopter ที่มีชื่อว่า AR.Drone

โดยที่เจ้า AR.Drone นี้ก็จะมีหน้าตาคล้ายๆ กับเครื่องบินบังคับบ้านเรานะครับ แต่เป็นเครื่องบินที่ผมมองว่าคล้ายๆ กับเฮลิคอปเตอร์มากกว่า เพราะว่าใช้ใบพัดหลายใบ โดยที่ AR.Drone นั้นจะใช้ไอโฟนเป็นตัวบังคับเครื่องบิน โดยการสั่งการหรือว่าบังคับเครื่องบินนั้น จะทำโดยผ่านสัญญาณ Wi-Fi

ถ้าอยากรู้ว่ามันเจ๋งแค่ไหนยังไง ก็ไปดูคลิ๊ปวีดีโอสาธิตการบินของ AR.Drone จากวีดีโอด้านล่างนี้กันดีกว่าครับ

ไม่รู้ว่าบ้านเราจะมีใครนำมาขายกันบ้างหรือเปล่านะครับ กับไอ้เจ้า AR.Drone หรือว่าเครื่องบินบังคับสุดเจ๋งเครื่องนี้ โดยถ้าดูจากคลิ๊ปวีดีโอด้านบนแล้วนั้นจะเห็นได้ว่า ตัวเครื่องบินนั้นจะมีกล้องติดเอาไว้ด้วย แล้วก็มีพวกเซ็นเซอร์ต่างๆ ติดเอาไว้กับเครื่องด้วยเช่นเดียวกัน ทำยังกะเครื่องบินของจริงกันเลยทีเดียว จ๊าบมากๆ

ว่าแต่เพื่อนๆ สนใจอยากจะเป็นเจ้าของ AR.Drone กันบ้างหรือเปล่าล่ะครับ?